: us@alleducare.com และ all_educare@windowslive.com
: 097-9456914,089-6546292,082-8919553
ซื้อโปรเจคเตอร์ยี่ห้อไหนดี

เลือกซื้อโปรเจคเตอร์ยี่ห้อไหนดี

มีโปรเจคเตอร์มากมายหลายรุ่นและหลายยี่ห้อ  โปรเจคเตอร์ใดที่คุณควรเลือกซื้อจากกว่า 300 รุ่นในท้องตลาด
บทความนี้จะช่วยคุณเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เราจะตอบคำถามของคุณในการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ที่จะตอบสนองความต้องการ
โปรเจคเตอร์มักจะเปรียบเทียบใช้ปัจจัยหลักสี่ประการ:
·         ความสว่าง 
·         ความละเอียด 
·         อัตราส่วนความกว้างยาว 
·         น้ำหนัก 

เมื่อการพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ คุณสามารถจำกัดการเลือกโปรเจคเตอร์ของคุณด้วยปัจจัยรองเช่นอัตราความคมชัด การรับประกัน อายุหลอดไฟเป็นต้น

 

ความสว่างโปรเจคเตอร์

ลูเมนส์ (สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกัน) มีการวัดค่าความสว่างของแสงโปรเจคเตอร์เป็น : ลูเมนส์ หรือ ANSLUMENS  
ค่าความสว่างของโปรเจคเตอร์ของคุณควรจะเท่าไร ขั้นแรก คุณต้องพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
คุณสามารถควบคุมแสงสว่างในห้องได้หรือไม่
อันดับแรกที่คุณจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องของความสว่างโปรเจคเตอร์คือ ห้องที่คุณติดคุณสามารถควบคุมความสว่างของแสงได้หรือไม่ ถ้าได้คุณก็ไม่ต้องคำนึงถึงความสว่างของโปรเจคเตอร์  ถ้าห้องของคุณมีแสงสว่างมากคุณก็จำเป็นที่จะต้องใช้โปรเจคเตอร์ที่มีแสงสว่างขึ้น 
ถ้าจะใช้โปรเจคเตอร์ในห้องจะมีแสงสว่าง การใช้ ผ้าม่านเพื่อป้องกันแสงสว่างจากธรรมชาตินั้นจะทำให้เราเราสามารถเลือกโปรเจคเตอร์ที่มีแสงสว่างน้อยลงได้ 
ที่เรามาดูว่า ความสว่างของโปรเจคเตอร์ขนาดเท่าใดบ้างที่เหมาะสมกับความสว่างของห้อง


น้อยกว่า 1000 ลูเมนส์
โปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ในความสว่างระดับนี้มีไว้สำหรับชมภาพยนตร์ในบ้านเป็นการใช้ในห้องมืดเพื่อให้มีคุณภาพภาพดีที่สุด (ความคมชัดระดับ)  เช่น โปรเจคเตอร์ตัวเล็ก

1000 ถึง 2000 ลูเมนส์
สำหรับชมภาพยนตร์ในบ้านเมื่อผู้ใช้ต้องการดูโทรทัศน์ในเวลากลางวัน หรือต้องการใช้ไฟบ้างในขณะที่ชมภาพยนตร์ 
โปรเจคเตอร์ระหว่าง 1000 และ 1500 ลูเมนส์อาจต้องลดไฟเพื่อผลลัพธ์ที่ดี โปรเจคเตอร์ระหว่าง 1500 ถึง 2000 ลูเมนส์ภายในห้องไม่ต้องมืดโดยสิ้นเชิง สามารถมีแสงสว่างได้นิดหน่อย

2000 ถึง 3000 ลูเมนส์
โปรเจคเตอร์นี้เหมาะสำหรับห้องประชุมขนาดเล็ก หรือ ห้องเรียน และใช้งานแบบพกพา 
โปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ที่ขายให้ผู้ใช้ทางธุรกิจและการศึกษาอยู่ในช่วงความสว่างประมาณนี้ ตัวเครื่องจะสามารถรับมือกับแสงรอบข้าง และธรรมชาติเพิ่มขึ้นและได้หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น

3000 กับ 4000 ลูเมนส์
โปรเจคเตอร์เหล่านี้จะใช้ในห้องประชุมขนาดใหญ่ และสว่างที่ต้องการรายละเอียดรระดับสูงและมีความคมชัดเป็นพิเศษ

มากกว่า 5000 ลูเมนส์
โปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างกว่า 5000 ลูเมนมักจะใช้ ในสถานที่ขนาดใหญ่หลากหลาย โบสถ์ คอนเสิร์ตฯลฯ ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่จำเป็น หรือ ในสภาพแวดล้อมที่สว่างมากกว่าปกติ
 

ความละเอียดของโปรเจคเตอร์

ความละเอียดคือจำนวนพิกเซลที่ทำเกิดภาพ - เช่น 800 x 600 หมายถึง ภาพที่ทำจากคอลัมน์ 800 พิกเซล คูณ 600 พิกเซล จะได้ จำนวน 480.000 (800 x 600) พิกเซลที่ทำให้เกิดภาพทั้งหมด 
ยิ่งมีจำนวนพิกเซลที่ความละเอียดมาก จะมีความคมชัดและเพิ่มเติมรายละเอียดภาพ ที่ดีกว่าความละเอียดน้อยๆ
เมื่อเปรียบเทียบเครื่องโปรเจคเตอร์ เราจะเปรียบเทียบความละเอียดของโปรเจคเตอร์ ที่แสดงกับตัวสัญญาณภาพที่รับเข้าว่าเหมาะสมกันดีหรือไม่จะยิ่งทำให้ภาพที่แสดงออกที่โปรเจคเตอร์ดียิ่งขึ้น ดังแสดงตารางดังต่อไป



ความละเอียด พิกเซล อัตราส่วนกว้างยาว คำอธิบาย
SVGA 800 x 600
480.000 pixel
4:3 เป็นความละเอียดของโปรเจคระดับต่ำที่สุดเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบน้อยและไม่ต้องการความละเอียดของภาพมากนัก
WVGA 800 x 480
384.000 pixel
16:10 ความละเอียดระดับภาพยนตร์ในบ้าน
XGA 1024 x 768
786.432 pixel
4:3 เป็นความละเอียดยอดนิยมในปัจจุบันมันสามารถเข้ากันได้กับคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊คส่วนใหญ่ได้ และราคาไม่แพงเกินไป
HD2 1280 x 720
921.600 pixel
16:9 ความละเอียดระดับพื้นฐานของโฮมเธียเตอร์เรียกว่า 720p 
WXGA 1280 x 800
1.024.000 pixel
16:10 ความละเอียดนิยมใช้กับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปแบบจอกว้าง
SXGA+ 1400 x 1050
1.470.000 pixel
4:3 ความละเอียดสูงที่ใช้สำหรับการไฟล์นำเสนอที่ต้องรายละเอียดมาก เช่น วาด CAD หรือ งานวีดีโอ
UXGA 1600 x 1200
1.920.000 pixel
4:3 ความละเอียดสูงที่ใช้สำหรับงานละเอียดมากที่สุดเช่นแผนการทางเทคนิคหรือโปรแกรมประยุกต์ทางการแพทย์
HD 1920 x 1080
2.073.600 pixel
16:9 ความละเอียดของโฮมเธียเตอร์สูงเรียกว่า 1080pานี้เป็นความละเอียด Full HD ที่แท้จริง
2K 2048 x 1080
2.211.840 px
  ความละเอียดสูงที่ใช้สำหรับการประชุมห้องใหญ่หรือ ออกอีเว้น หรือสำหรับสถานที่ขนาดใหญ่ หรือสำหรับให้เช่าหรือออกงานกลางแจ้ง
4K 4096 x 2160
8.847.360 px
  ความละเอียดสูงสุดในปัจจุบันโปรเจคเตอร์ ยี่ห้อเท่านั้นที่มีความละเอียดระดับนี้ ใช้สำหรับโฮมเธียเตอร์โปรเจคเตอร์และโปรเจคเตอร์เหตุการณ์เชิงพาณิชย์ สามารถใช้งานได้แทบทุกสถานที่เพราะเป็นความละเอียดสูงสุด ณ ตอนนี้
 
ความละเอียดไหนที่เหมาะสำหรับคุณ
จากตารางข้างบนคงพอจะเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งนะครับ สำหรับความละเอียดของโปรเจคเตอร์ที่จะใช้งานกัน เลือกเอาตามความเหมาะสมและความต้องการของคุณเลยครับ

อัตราส่วนภาพของโปรเจคเตอร์
อัตราส่วนภาพคือ อัตราส่วนของความกว้างและความสูงของภาพ 


โปรเจคเตอร์อัตราส่วนภาพ 4:3 ภาพที่ออกมาจะเป็นสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า ส่วนใหญ่ใช้สำหรับงานนำเสนอหรือประชุมหรือห้องเรียน 
โปรเจคเตอร์อัตราส่วน 16:9 ใช้ สำหรับชมภาพยนตร์ในบ้าน หรือ ห้องประชุมที่ต้องการความละเอียดของภาพที่สมส่วน 
โปรเจคเตอร์อัตราส่วน 16:10 ใช้สำหรับงานประชุมหรืองานนำเสนอที่ต้องการความสมจริงของภาพมากโดยสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ notebook ได้ทันทีโดยภาพที่ออกมาจะสมส่วนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา



น้ำหนักของโปรเจคเตอร์ สำคัญไหม

ถ้าคุณวางแผนในการใช้โปรเจคเตอร์ของคุณแบบพกพาและเดินทางบ่อยๆ  คุณอาจต้องพิจารณาน้ำหนักของ เครื่องโปรเจคเตอร์ พกพาประมาณ 1-2 กก.จะเหมาะสม
ถ้าคุณไม่ต้องการย้ายโปรเจคเตอร์หรือพกพา แต่ยัง ต้องการโปรเจคเตอร์สำหรับแขวนการเลือกโปรเจคเตอร์ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม น่าจะเหมาะสม
ถ้าโปรเจคเตอร์ของคุณเรื่องน้ำหนักไม่เป็นปัญหา คุณควรสนใจในปัจจัยอื่นๆ แทน
 
เมื่อคุณสามารถเลือก (ความสว่าง ความละเอียด อัตราส่วน และน้ำหนัก)  คุณควรจะสามารถจำกัดการเลือกซื้อเลือกใช้โปรเจคเตอร์ให้แคบลงได้ โดยพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:
 

เทคโนโลยีโปรเจคเตอร์

เทคโนโลยีที่ใช้ในโปรเจคเตอร์ มีแบบ LCD และ DLP และ LCOS (เทคโนโลยีที่หลอดภาพ)
 
เทคโนโลยีแบบ LCD (liquid crystal display) คือเทคโนโลยีแบบเก่าที่มีมานานแล้ว และยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
 



 

ข้อดีคือ สีของภาพสดสมจริง กว่าเทคโนโลยีแบบ DLP
ข้อเสียคือ ความคมชัดและความละเอียด ด้อยกว่าเทคโนโลยีแบบ DLP
 

          เทคโนโลยีแบบ DLP (Digital light processor) คือเทคโนโลยีที่ใช้ chip ในการแสดงสีของภาพผ่านวงล้อ




ข้อดีคือ ความละเอียดของภาพหรือตัวอักษรคมชัดกว่าเทคโนโลยีแบบ LCD  
ข้อเสีย คือ ความสดของสีภาพจะด้อยกว่าเทคโนโลยีแบบ LCD
 

เทคโนโลยี LCOS (Liquid Cristal on Silicon) เป็นการผสมผสานเทคโนโลยี ระหว่าง LCD และ DLP เข้าด้วยกัน 




 
ข้อดี เป็นการรวมเอา 2 เทคโนโลยีของโปรเจคเตอร์เข้าด้วยกันทำให้มีความคมชัดและความสดของภาพที่ดีกว่า DLP และ LCD
ข้อเสีย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ ราคาจึงค่อนข้างสูงกว่าทั้ง 2 เทคโนโลยีเบื้องต้น
 

เทคโนโลยีโปรเจคเตอร์แบบไม่ต้องใช้หลอดภาพ เทคโนโลยี Laser projector

เทคโนโลยีโปรเจคเตอร์แบบ Laser คือ การใช้แสง laser และหลอด LED ทำการส่งสัญญาณแสงผ่านไปที่ วงล้อสีและวิ่งไปผ่าน DMD chip แล้วส่งออกไปที่เลนส์หน้าโปรเจคเตอร์เป็นลำดับสุดท้าย เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยี DLP และ Laser เข้าด้วยกัน


ข้อดีของเทคโนโลยีแบบ Laser คือ

-      อายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นถึง 20,000 ชั่วโมง
-      ไม่มีหลอดภาพโปรเจคเตอร์ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาหลอดภาพ หรือ เปลี่ยนหลอดภาพ
-      ความสดของสีภาพที่ดีกว่าเทคโนโลยีแบบ DLP และ LCD อย่างเห็นได้ชัดเจน
-      ไม่มี filter ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนหรือทำความสะอาดบ่อยๆ
-      ความสว่างของเทคโนโลยี laser นั้น ความสว่าง 7000 ANSILUMENS สามารถสู้กับความสว่างของโปรเจคเตอร์แบบ DLP ที่ความสว่าง 12,000 ANSILUMENS ได้สบาย ๆ 



ภาพข้างบน เป็นภาพจากโปรเจคเตอร์ vivitek DLP technology ความสว่างเครื่อง 12,000 ANSILUMENS



ภาพข้างบน จากโปรเจคเตอร์ vivitek เป็นเทคโนโลยีแบบ laser ความสว่าง 7000 ANSILUMENS ขนาดจอเท่ากัน จะเห็นได้ว่า มีความสว่างและความสดของภาพที่มากกว่า แบบ DLP อย่างเห็นได้ชัด

อัตราความคมชัด

อัตราส่วนระหว่างสีขาวและสีดำ (Contrast) ยิ่งมีค่าอัตราความคมชัดมากยิ่งดีครับสำหรับโปรเจคเตอร์ โดยปกติโปรเจคเตอร์แบบ DLP จะมีอัตราความคมชัดที่มากกว่าแบบ LCD 


สำรวจช่องสัญญาณขาเข้าและขาออกของโปรเจคเตอร์

 
        ผู้ใช้งานหลายคนอาจไม่ค่อยทราบว่าช่องสัญญาณขาเข้าและขาออกของโปรเจคเตอร์นั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างนอกจากรับสัญญาณภาพเข้าและออกอย่างเดียว ถ้าคุณต้องการต่อสัญญาณเข้าโปรเจคเตอร์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง หรือ ถ้าคุณต้องการส่งสัญญาณภาพออกไปยังแหล่งกำเนิดภาพอื่น ๆ ด้วย คุณจำเป็นต้องพิจารณาถึงช่องรับสัญญาณภาพเข้า และ ช่องส่งสัญญาณภาพออก
          ช่องสัญญาณข้าวของโปรเจคเตอร์ในราคาที่ไม่แพงมากมักจะมีช่องรับสัญญาณภาพขาเข้าแค่ 1 ช่องเท่านั้น  โดยส่วนใหญ่จะมี ช่องรับสัญญาณ VGA, composite, HDMI เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการใช้คอมพิวเตอร์ต่อเข้ากับโปรเจคเตอร์ 2 เครื่องแล้วให้ทำการเลือกสลับสัญญาณขาเข้าคุณจำเป็นที่จะต้องหาเครื่องโปรเจคเตอร์ที่มีช่องสัญญาณขาเข้า 2 ช่อง นั่นเองครับ ส่วนในกรณีที่ต้องการส่งสัญญาณภาพจากโปรเจคเตอร์ไปยังแหล่งกำเนิดภาพอื่น ๆ ด้วยนั้น คุณจำเป็นต้องหาโปรเจคเตอร์ที่มีช่องสัญญาณภาพออกด้วย

ระยะฉายภาพของโปรเจคเตอร์

ระยะฉายภาพของโปรเจคเตอร์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้เราเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ได้อย่างเหมาะสม โดยปกติ ระยะฉายภาพของโปรเจคเตอร์กับจอขนาดเส้นทะแยงมุม 100 นิ้วนั้น ระบบ LCD จะมีระยะประมาณ 3 เมตร  ระบบ DLP จะมีระยะฉายประมาณ 3.5 เมตร ถ้าห้องของคุณมีพื้นที่จำกัดและต้องการใช้จอรรับภาพโปรเจคเตอร์ขนาด 100 นิ้ว คุณจำเป็นต้องเลือก โปรเจคเตอร์ที่มีระยะฉายใกล้ (Projector short throw) จะทำให้ระยะฉายภาพของโปรเจคเตอร์ใกล้กว่าโปรเจคเตอร์แบบธรรมดา

ยกตัวอย่าง

โปรเจคเตอร์แบบธรรมดาทั่วไป (Normal throw) ใช้ฉายกับจอโปรเจคเตอร์ขนาด 100 นิ้ว ระยะฉายอยู่ที่ 3-4 เมตร
โปรเจคเตอร์แบบระยะฉายใกล้ (Short throw) ใช้ฉายกับจอโปรเจคเตอร์ขนาด 100 นิ้ว ระยะฉายจะอยู่ที่ 1 เมตร
โปรเจคเตอร์แบบระยะฉายใกล้มาก (Ultra short throw) ใช้ฉายกับจอโปรเจคเตอร์ขนาด 100 นิ้ว ระยะฉายจะอยู่ที่ 0.4 เมตร เป็นต้น

ข้อดีของโปรเจคเตอร์ฉายระยะใกล้ 
1. ประหยัดพื้นที่ที่จะติดตั้ง
2. ภาพที่ออกมามีความชัดเจนมากกว่าโปรเจคเตอร์แบบธรรมดาทั่วไป เนื่องจากว่าแสงเดินทางใกล้กว่า
3. ไม่เกิดเงากรณีเราเดินเข้าไปใกล้ๆ จอรับภาพโปรเจคเตอร์

ระยะฉายภาพของโปรเจคเตอร์ แบบ ธรรมดา แบบ ระยะฉายใกล้ แบบ ระยะฉายใกล้มาก


 

อายุหลอดภาพและราคา

ขึ้นอยู่กับการใช้งานของโปรเจคเตอร์ หลอดภาพจะต้องเปลี่ยนหลังจากการใช้งานโปรเจคเตอร์ไปสักระยะหนึ่งดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อโปรเจคเตอร์อย่าลืมที่จะเช็คราคาหลอดภาพด้วยนะครับโดยปกติอายุหลอดภาพจะใช้งานได้ประมาณ 3000 - 6000hrs แล้วแต่รุ่นและยี่ห้อโปรเจคเตอร์

การรับประกัน

แต่ละผู้ผลิตมีการรับประกันแตกต่างกัน จะต้องรู้ระดับของการรับประกันที่คุณคาดหวังในกรณีที่มีข้อบกพร่องของโปรเจคเตอร์ของคุณ  ส่วนใหญ่ตามท้องตลาด จะรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี หลอดภาพ 1 ปีหรือ 1000 ชั่วโมงแล้วอย่างใดถึงกำหนดก่อนครับ


 
 
 



หมวดหมู่สินค้า

สินค้าแนะนำ

Desktop View